สองมือวันทา เอ่ยวาจาว่า “สวัสดีคร้าบ!!” เป็นอย่างไรกันบ้างครับพี่น้องทุกคน ช่วงนี้อากาศแปรปรวนเสียเหลือเกิน แถวที่ผมอยู่กลางวันร้อนมาก ตอนเย็นฝนตกหนัก เอาเข้าไปอากาศในตอนนี้ ยังไงก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ
วันนี้ผมอยากจะมาถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการเป็นชีวิตเด็กปีที่สี่ในมหาวิทยาลัย ผมเชื่อว่าพอนิสิตนักศึกษาทุกคนอยู่ปีสี่ จะต้องมีสิ่งหนึ่งที่บรรดาปีสี่พากันเครียดเสียเหลือเกิน นั่นก็คือ “การทำโปรเจ็คจบ” นั่นเอง สำหรับที่จุฬาฯ นั้น สาขาที่ผมเรียน คือวิทยาการคอมพิวเตอร์ ปีสี่เทอมสองมีวิชาบังคับเรียนแค่ 2 หน่วยกิต นั่นก็คือวิชา Senior Prjoect ครับ ตอนแรกก็คิดว่าโอ้ยสบาย ลัลล้าได้ เรียนอะไรแค่สองหน่วยกิต
แต่!! ถ้ามันไม่โหดจริง เค้าคงไม่จัดหลักสูตรมาแบบนี้หรอกครับ
คำว่าโหดที่ว่านี้ ผมอ้างอิงจากการสังเกตทั้งตัวผมเองและบรรดาเพื่อนๆร่วมชั้นปีนะครับ พออยู่ปีสี่ตั้งแต่เทอมแรก สภาพแต่ละคนจะเริ่มเปลี่ยนไป ยิ่งพอก้าวเข้าสู่เทอมสอง การนั่งปั่นงาน ปั่นโปรเจ็ค เขียน document กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นจนเป็นเรื่องปกติ และยิ่งใกล้วันส่งโปรเจ็ค เธอเอ๋ยร่างกายโทรมกันถ้วนหน้า ฮ่าๆๆ

โปรเจ็คจบ
รูปประกอบจากเว็บ http://2.bp.blogspot.com/_uIczAwG7xyw/R_JH67YaeZI/AAAAAAAAAlA/-abO3iCMiHQ/s320/cent–think-think-ori.png
หากใครที่กำลังจะเลือกโปรเจ็คจบ ผมมีคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ นะครับ ซึ่งการทำโปรเจ็คจบนั้น พูดง่ายๆก็มีสองประเภทใหญ่ๆ คือ
- โปรเจ็คอะไรก็ได้ สบายๆยังไงก็จบ
- โปรเจ็คก้าวเข้าสู่ขั้นเทพ(ที่ตัวเองสามารถรับมือได้) เป็นโปรเจ็คที่ต้องใช้สกิลขึ้นมาอีก
หลายๆคน คงอยากจะเลือกทำโปรเจ็คอย่างแรกนะครับ นั่นก็คือโปรเจ็คอะไรก็ได้ สบายๆ ทำแล้วส่ง ก็เรียนจบ อ่า…มันก็ทุกคนแหล่ะครับที่อยากทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องยุ่งยาก แต่ทำไม๊ทำไม เวลาไปเสนอโปรเจ็คง่ายๆให้อาจารย์ที่ปรึกษา ท่านถึงไม่อยากรับ
โดยส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า เหตุที่อาจารย์ส่วนใหญ่มักจะมอบหมายงานซีเนียร์โปรเจ็คที่เป็นแบบ เมกะโปรเจ็ค (ในสายตานิสิต) ผมว่าก็เพราะว่า อาจารย์ท่านเชื่อว่า “สันชาตญาณ” ของนิสิตย่อมสามารถทำงานชิ้นนั้นได้ เอ่อใช้คำว่าสันชาตญาณ (ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่านะคับ ถ้าผิดต้องขออภัย) จริงๆนะครับ เพราะบางโปรเจ็ค อ้ากกก ไม่รู้เล้ยว่ามันคืออะไร นิสิตทั้งหลายก็ต้องพากันขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น สุดท้ายก็ทำโปรเจ็คกันสำเร็จทั้งนั้น อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำไมเราถึงควรเลือกทำโปรเจ็คจบที่ต้องใช้สกิลเยอะๆ ดูมีภูมิความรู้ นั่นก็เพราะว่า โปรเจ็คจบสามารถเป็นตัวช่วยในการเพิ่มโอกาสให้เราได้งานหลังจากที่จบไปแล้วนะสิครับ
พอเราจบจากการเป็นนิสิต เราก็จะเป็นวัยทำงาน แต่ว่าประสบการณ์การทำงานของเรายังเป็นศูนย์ ผู้ว่าจ้างก็ย่อมอยากรู้ว่าแล้วไอ้ตอนที่เธออยู่ในมหาวิทยาลัย เธอทำอะไรไปบ้าง สิ่งหนึ่งที่เราสามารถนำมาพูดเพื่อสร้างดีกรีความสามารถของเราได้นั่นก็คือ “โปรเจ็คจบ” นั่นเอง
ลองเปรียบเทียบดูละกันนะครับ สำหรับคนที่ทำโปรเจ็คจบแบบว่า เอ่อ ผมทำเว็บไซต์สำหรับติดต่องานราชการครับโดยใช้เว็บบอร์ดที่สร้างเอง ฟังก์ชั่นก็เหมือนเว็บบอร์ดทั่วไปครับ แต่ผมเขียนเอง กับอีกคน ผมทำเว็บไซต์สำหรับติดต่องานราชการครับ แต่พัฒนาขึ้นมาเองโดยการสร้างเป็น social network ให้คนในองค์กรสามารถเลือกที่จะติดต่อกับใครก็ได้ มีระบบแชทออนไลน์ได้ทั้งระบบภาพและเสียงไปพร้อมๆกัน มีส่วนของการระดมสมองที่ทุกคนสามารถแชร์ความคิดกันได้ในลักษณะ real time (ผมยกตัวอย่างมั่วๆไปนะครับ ฮ่าๆ) ถ้าฟังๆดู โปรเจ็คของคนหลังดูน่าสนใจกว่าใช่ไหมละครับ
ดังนั้น คำแนะนำที่อย่างจะแนะนำรุ่นน้องในการเลือกทำโปรเจ็คจบ นั่นก็คือ “ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ในอนาคต ทั้งต่อคนอื่นและตัวเรา” ประโยชน์ต่อคนอื่นก็คือ ใช้งานได้จริง มีคนอยากใช้ ส่วนต่อเราก็คือเป็นพอร์ตที่เราพอจะยืดอกไปคุยกับใครได้ว่าโปรเจ็คตรูก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนา แม้ว่าโปรเจ็คที่ทำบางทีอาจจะดูใหญ่ไป แต่เราก็สามารถปรับลดขนาดลงได้ แต่ต้องไม่ลดเสียจนกลายเป็นโปรเจ็คที่ดูเบสิกไปนะครับ
ยกตัวอย่างตัวผมเองละกันเนอะ ตอนอยู่ปีสี่ ผมได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจ็คเกี่ยวกับระบบ Recommender System ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ได้รับ “มอบหมาย” ให้ทำจริงๆ เพราะโปรเจ็คที่ผมไปเสนอตอนนั้น อาจารย์บอกว่า มันเบสิกไป จบไปแล้วจะเอาไปสมัครงานได้หรือเปล่าละนั่น?
และอาจารย์ก็โยนโปรเจ็คชิ้นนี้มาให้เลย
สำหรับผมเองนั่น เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหล่ะคับ Recommender System ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด อาจารย์ให้ไปนั่งอ่าน paper (เอกสารวิชาการเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ) จากเว็บ IEEE อาทิตย์ละ 1 paper ตั้งแต่เทอมแรก อ่านแล้วต้องไปเล่าให้อาจารย์ฟังว่าวันนี้ได้อ่านอะไรบ้าง เข้าใจว่าอยางไร สุดท้าย โปรเจ็คของผมก็ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ และที่น่าภาคภูมิใจมากๆนั่นก็คือ ฟังก์ชั่นการทำงานในระบบของผมนั้นเป็นอัลกอริธึ่มที่คิดค้นขึ้นได้ใหม่ (เอาเหอะ แม้อาจจะไม่เพอร์เฟ็ค แต่อย่างน้อยก็คิดได้ ฮ่าๆ) พอทำจบ อาจารย์จะให้เีขียน paper ส่ง IEEE แต่ผมเซย์บายก่อนครับ เพราะจำได้ว่าเหนื่อยล้ามากกับการทำโปรเจ็คจบ 55+
สำหรับน้องๆที่กำลังคร่ำเครียดอยู่กับการทำโปรเจ็คจบอยู่ก็ขอให้ตั้งใจกันนะครับ เครียดก็พักผ่อน มีแรงค่อยมาทำต่อ อย่าหมักหมมไว้ไปทำเดือนสุดท้ายก่อนส่งนะคับ นรกมีจริงนะขอบอก เอิ้กๆๆ ยังไงก็สู้ๆครับ
ปล. ยาวไปหน่อยนะครับ ยังกะบทความสำหรับอ่านไปสอบ
ปล2. โปรเจ็คจบเด็กภาคคอม หนักทั้งเรื่องโปรแกรมและ document จริงๆนะ
สุ่มมาให้ลองอ่าน
No related posts.
Facebook comments: