อันยองฮาแซโย โอฮาโยโกไซมัส สวัสดีค้าบบบ วันนี้วันหยุดพักผ่อนแล้วนะครับ เพื่อนๆไปทำบุญที่ไหนกันบ้าง หลายคนเดินทางกลับบ้านก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ บักสนเองนั้น ก็อยากจะกลับเหมือนกัน แต่ได้ข่าวว่าเพิ่งกลับไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ฮ่าๆ ช่วงนี้เลยนั่งตีพุงอยู่ที่บ้าน ฮ่าๆๆๆ
วันนี้ได้รับข่าวดี๊ดีตั้งแต่เช้าครับ ซึ่งถ้าใครที่เข้ามาอ่านบล็อกผมเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมเคยโพสต์ไว้ว่าผลงานของผมได้ไปโกอินเตอร์อยู่บ้าง (ไม่ได้ดังขนาดดารานะครับ อย่าเข้าใจผิด 55 เพียงแต่ว่าผลงานบางชิ้นได้รับการยอมรับจากแวดวงการออกแบบต่างประเทศครับ) ซึ่งผลงานผมได้รับการเผยแพร่ที่เว็บกราฟิกจีน แล้วก็ผมก็ส่งผลงานไปร่วมจอยกับเว็บกราฟิกนานาชาติ และก็ได้รับการคัดเลือกให้ลอยเด่นเป็นบารมีเล่นๆในเว็บของเค้าครับ แต่นี่มันข่าวเก่าแล้ว ข่าวดีที่ว่าของวันนี้ก็คือ มีคนมาขออนุญาตซื้อภาพที่ผมทำเพื่อไปทำแพกเกจโปรดักส์ของเค้าครับ โอ้ย ดีใจหล้ายหลาย วันนี้เลยได้ตังค์มาเข้าแบงค์ $350 ครับ
และจากข่าวดีนี้เอง ผมก็เลยได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนเกี่ยวกับการทำการตลาดบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกหรูๆว่า E-marketing นั่นเองคับ ซึ่งขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรมากมาย ที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ผมอาศัย “ประสบการณ์ส่วนตัว” ที่ผมได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และเห็นว่าทำแล้วเกิดผลดี ก็เลยอยากจะเล่าสู่กันฟังครับ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดก็ต้องขออภัยท่านผู้รู้มา ณ ที่แห่งนี้ด้วยนะครับ

E-marketing คืออะไร
การตลาดแบบ E-marketing ก็คือการนำเอาเจ้าเทคโนยีอีเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายแหล่นี่แหล่ะครับมาทำสื่อสำหรับโฆษณา ผลงาน ผลิตภัณฑ์ บริการ ให้ลูกค้าได้รับรู้ มีอยู่หลายอย่างครับ เช่น การส่งอีเมลล์ การทำเว็บ Ecommerce การส่งข้อความ sms เป็นต้น
ในกรณีของผม ผมเลือกทำ E-marketing ผสมกับ Social Network Marketing ครับ โดยผมมองเห็นว่าทุกวันนี้เทคโนโลยี “พัฒนา” ได้ไกลมากๆ และกำลัง “ขยายตัว” อย่างรวดเร็ว เราสามารถสื่อสารกับคนอื่นที่อยู่นอกประเทศได้เพียงในเสี้ยววินาที ซึ่งนั่นแสดงว่ามันเป็น “โอกาส” อันดีมาก ที่เราจะสามารถ “โปรโมท” หรือว่า “เผยแพร่” ของดีที่เรามีอยู่ให้คนอื่นได้รับรู้ได้ภายในเสี้ยววินาทีเช่นกัน แต่จากการศึกษาของผม ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำการตลาด เค้าบอกว่ามีธุรกิจไม่ถึง 40% ทั่วโลกที่มองเห็นโอกาสนี้ ผมเลยรีบสมัครเป็นหนึ่งใน 40% แรกก่อนเลยครับ ฮ่าๆ
ข้อดีของการทำ E-marketing มีอะไรบ้าง?
ในความเห็นส่วนตัวของผม ข้อดีมีดังต่อไปนี้ครับ
- ประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องออกเดินทางไปหาลูกค้าถึงบ้าน เีพียงแค่โพสต์บนเว็บไซต์ หรือส่งอีเมลล์หาก็คุยกันได้แล้ว
- ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ทำการตลาดได้ทั่วทุกมุมโลก
- เลือกกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย
- …. อื่นๆ…
มาดูแต่ละข้อนะครับว่าทำไม อย่างแรก ประหยัดงบประมาณ อันนี้ผมต้องยอมรับว่าวิธีการนี้ใช้งบน้อยมาก อย่างผมเลือกทำการตลาดบนเว็บไซต์และอีเมลล์ (ไม่มีตังค์ส่ง sms) ต้นทุนที่จ่ายเห็นๆก็มีเพียงค่าไฟกับค่าเน็ตเท่านั้นเองครับ ซึ่งมันก็น้อยมากๆเลยนะครับ ส่งเมลล์ครั้งนึงคงไม่ถึงหนึ่งบาทหรอกมั้ง
ต่อมาทำได้ 24 ชั่วโมง ถ้าคุณไม่หลับไม่นอน ถ้าเปรียบเทียบกับการทำการตลาดแบบเดิม คือการไปพบปะลูกค้าตัวต่อตัว เราจะทำได้แค่ในระยะเวลาที่จำกัดใช่ไหมครับ เช่น ช่วงเวลาทำงานปกติ ถ้าหลังจากนั้นก็ไม่ไ้ด้แล้ว แต่ E-marketing เราสามารถส่งข่าวสารไปให้กลุ่มลูกค้าได้ตลอดเวลาไม่ขึ้นอยู่กับเวลาทำการปกติ (แต่เค้าจะได้รับสารตอนไหนเป็นอีกเรื่องครับ)
และด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดแบบนี้ ทำไมเราจะต้องทำการตลาดแค่ในประเทศ เราโกอินเตอร์โลดครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา อย่างผมทำธุรกิจกับชาวจีน ซึ่งส่วนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ผมก็บอกให้เค้าพิมพ์ภาษาจีนมาก็ได้ แล้วผมก็ใช้ Google แปล จากนั้นเราก็คุยธุรกิจกันได้อย่างปรีดาฮาเฮ ครับ เห็นไหมละครับ การทำการตลาดแบบนี้มันดีแค่ไหน เอิ้กๆๆ
อย่างสุดท้ายที่คิดได้ ณ ขณะนี้ก็คือ เราสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าได้ง่ายคับ อย่างผมต้องการจะทำการตลาดเกี่ยวกับงานดีไซน์ ผมก็ต้องศึกษาหาข้อมูลแล้วว่า ที่ไหนกันนะที่พวกบรรดาดีไซน์เนอร์เค้าไปรวมตัวกัน พอหาเจอแล้ว ผมก็ไปจอยบ้างสิ และแน่นอนครับ คนที่เข้าไปที่นั่นก็ต้องเป็นคนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน พอเรารู้แบบนี้แล้ว เราก็จะกำหนดคนที่เราจะติดต่อได้ง่ายครับ อืม ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ ก็เหมือนกับว่า ถ้าคุณต้องการจะขายของสำหรับเพศที่สาม ถ้าคุณเดินสุ่มๆเสนอขายมั่ว ทักทุกคนที่คุณรู้จักเพื่อจะขายของให้ บางทีอาจจะไม่ได้ผลที่ดีนัก ซ้ำร้ายอาจโดดเตะก้านคอได้ แต่ถ้าคุณศึกษาดู คุณจะรู้ว่า อ้อถ้าจะขายของให้เพศนี้ แหล่งที่เขาไปเดินกันจะอยู่แถวสีลมตรงซอยที่เป็นโซนของเพื่อนสาว เราก็ไปขายให้กับคนที่ไปแถวสีลมซอยนั้น ก็ย่อมมีโอกาสขายได้มากกว่า เห็นด้วยไหมครับ
ตัวอย่าง E-marketing ที่ผมทำ
อย่างที่เกริ่นไปแล้วในตอนต้นว่าผมได้ทำ E-marketing ผสมกับ Social Network Marketing นะครับ ต่อจากนี้จะเป็นการเล่าสู่กันฟังว่าผมทำอย่างไร เอาแบบพออ่านแล้วเก็ทไอเดียนะครับ
เคสศึกษา โครงการเตรียมความพร้อมก่อนสอบเข้ามหาลัย
(เอ่อ ยกตัวอย่างตัวนี้เพราะว่าเป็นโครงการล่าสุดที่ผมทำสดๆร้อนๆ)

กรณีศึกษา เตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
หนึ่ง เลือกกลุ่มเป้าหมาย
แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายของผมก็ต้องเป็นเด็กนักเรียนที่กำลังจะสอบเข้ามหาลัย ดังนั้นที่ที่เราจะเข้าไปเสนอโครงการได้ก็มีทั้งเสนอให้เด็กโดยตรงหรือไม่ก็เสนอผ่านโรงเรียน ในกรณีนี้ผมเลือกเสนอให้ทางโรงเรียนครับ เพราะว่าจะได้สอนนักเรียนได้เป็นห้องใหญ่ๆเลย
สอง เริ่มทำการตลาด
พอหลังจากเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ผมก็เริ่มดำเนินการทำตามแผนที่วางไว้แต่ละขั้นตอน ซึ่งผมก็เริ่มทำการตลาดครับ โดยการลิสต์รายชื่อโรงเรียนที่มีแนวโน้มว่าต้องการเข้าร่วมโปรเจ็คนี้ จากนั้นผมติดต่อไปที่โรงเีรียนเหล่านั้นผ่าน “โทรศัพท์” และ อีเมลล์ ครับ เอ่อ ถามว่าผมเอาลิสต์รายชื่อโรงเรียนมาจากไหน ผมหาจาก Google คับ ฮ่าๆๆ
ไม่เพียงแค่ติดต่อผ่าน โทรศัพท์ และอีเมลล์เท่านั้น ผมมองเห็นประโยชน์ของ Social Network เช่น hi5, Facebook, Twitter ผมก็เลยประชาสัมพันธ์โครงการนี้ทั้งสามช่องทาง (บางคนคิดว่า hi5 เช้ยเชย แต่ขอบอก ต่างจังหวัดยังไม่รู้จัก Facebook กันก็มีนะจ๊ะ หรือรู้จักแต่เล่นไม่เป็น ดังนั้นอย่าได้มองข้ามครับ) เหตุผลที่ผมประชาสัมพันธ์ผ่านสาม social network นี้ก็เพราะว่า แทนที่ผมจะโปรโมทคนเดียว ทำไมไม่ให้เพื่อนๆผมเค้าช่วยโปรโมทด้วยหล่ะ เพราะถ้าใครชอบโครงการนี้เค้าก็จะบอกต่อกันไป
สาม ฟังเสียงตอบรับ
ขั้นตอนนี้ก็เป็นเสียงตอบรับทั้งทางโทรศัพท์และทางระบบเ็ว็บไซต์ครับ ทางโทรศัพท์ก็ง่ายๆ คนที่เราติดต่อเค้าคิดอย่างไรกับโครงการที่เราจะไปนำเสนอ ผมมีข้อเสนอแนะนิดนึงนะครับ เวลาติดต่อควรติดต่อคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดถ้าเราทำได้ เพราะจะได้ไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอน ไม่งั้นจะเสียเวลามาก อย่างกรณีของผม ผมก็เลือกติดต่อท่านผู้อำนวยการโรงเรียนเลย หรือไม่ก็รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ครับ ส่วนในด้านของเว็บไซต์ ก็ดูว่าใน FB มีคน Like บ้างหรือเปล่า มีคอมเมนท์ดีไหม เค้าตอบอีเมลล์เรามาหรือเปลา่า เด็กๆคิดอย่างไรใน hi5 เป็นต้นครับ ซึ่งจากข้อมูลที่เราได้มา ผมก็นำมาทำเป็นข้อมูลสำหรับประเมินดูว่า มีคนเห็นความสำคัญของโครงการนี้มากน้อยแค่ไหน
สี ติดต่อตัวต่อตัว
เนื่องจากว่าผมจะทำโครงการนี้ให้กับน้องๆที่อยู่ต่างจังหวัด พอท่านผอ เซย์เยส แล้วทีมงานของผมก็จัดตารางนัดหมายสำหรับคุยรายละเอียดกันมากขึ้นและจับจองวันเวลาสำหรับทำโครงการนี้ ซึ่งทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดได้มากโขเลยครับ เพราะลองคิดดูสิครับว่าถ้าเกิดผมต้องเดินทางไปพบทุกโรงเรียนเอง แบบตัวต่อตัว แค่เดินทางข้ามจังหวัดก็เหนื่ีอยแล้ว แต่นี่เราไปเพราะว่าเค้ามีความสนใจ โอกาสในการได้ร่วมงานก็จะมีมากกว่า
จากการทดลองสรุปได้ว่า (ฮ่าๆ ขอยืมคำพูดตอนสอบแลปมาใช้หน่อยนะครับ) การทำ E-marketing มีผลดีจริงๆนะครับ นั่งอยู่บ้านก็ส่งข่าวสารไปได้ทั่วประเทศเลย
เคสศึกษา 2 ขายของบนเน็ต
สมัยเป็นนิสิตผมก็เริ่มทำงานหาตังค์ใ้ช้เองแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือการทำ E-commerce ครับ อ้อ E-marketing คล้ายกับ E-commerce แต่ว่าเป็นคนละอย่างกันนะคับ ผมได้ใช้หลักการ E-marketing สำหรับทำการตลาดด้วย นั่นก็คือการส่งอีเมลล์ให้สมาชิกในเว็บของเรานั้นเอง โดยตอนนั้นผมอ่านหนังสือเล่มนึงเจอ เค้าบอกว่า เราสามารถเพิ่มยอดขายได้โดยการทำโปรโมชั่น จับสินค้าประเภทเดียวกันมาทำเป็นแพกเกจแล้วเสนอขาย ผมก็เห็นว่า เออเข้าท่าแฮะ (อีกอย่างผมขายให้ฝรั่ง จึงพอลดราคาลงได้บ้าง)

E-marketing คืออะไร แล้วมันดีอย่างไร
ผมก็เลยทำแพจเกจขึ้นมา ประมาณว่า ถ้าคุณซื้อหนึ่งชิ้นราคา $10 แต่ถ้าซื้อ 3 ชิ้น ขายเพียง $25 เป็นต้น ทีนี้ผมจะทำยังไงให้คนที่เป็นสมาชิกในเว็บผมเค้ารู้หล่ะว่าผมจัดโปรโมชั่น เพราะไม่ใช่ว่าสมาชิกทุกคนจะเข้าเว็บไซต์เราตลอดเวลา แต่ก็ด้วยที่ผมมีอีเมลล์สมาชิกอยู่แล้ว ทั้งที่เป็นลูกค้ารายเก่าและสมาชิกใหม่ที่ไม่เคยซื้อของจากเว็บผม ผมก็เขียนทำอีเมลล์มาฉบับหนึ่ง ดีไซน์โก้ๆ แปะภาพพร้อมคำโปรยให้คนสะดุดตา และพูดถึงโปรโมชั่นในร้านผม จากนั้นก็ส่งอีเมลล์ไปให้สมาชิกครับ จากนั้นผมก็เข้านอน… จำได้ว่าทำตอนกลางคืน เพราะอ่านหนังสือถึงบทนั้นตอนดึกพอดี เป็นช่วงสัปดาห์หนังสือด้วย เพราะเล่มนั้นซื้อมาจากศูนย์ประชุม
พอวันรุ่งขึ้นผมก็มาติดตามผล ว่าแผนการตลาดที่เราำทำไปนั้นเวิร์คหรือเปล่านะ หนังสือนี้ใ่ช้ได้จริงหรือเปล่า พอตื่นขึ้นมา โอ้ว OMG!! วันนั้นมีออเดอร์สั่งสินค้าเข้ามาเพียบเลยครับ วันนั้นทั้งวันเฉพาะกำไรได้มา $275 ผมจำได้ดี เพราะไม่เคยได้เงินเท่านี้มาก่อนภายในหนึ่งวัน ฮ่าๆ พอผมสอบถามคนที่เข้ามาซื้อ เค้าก็บอกว่าที่มาซื้อก็เพราะว่าเค้าได้รับอีเมลล์ที่ผมส่งไปให้นั่นเอง เห็นไหมละ E-marketing มันก็เวิร์คอยู่นา
อ่านถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าเพื่อนๆคงจะเล็งเห็นถึงโอกาสในการใช้สื่ออิเล็คทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่อยู่รอบกายเราให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นนะครับ และหวังว่าคงเป็นไอเดียให้เพื่อนๆได้รู้จักการทำการตลาดใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การขายของได้มากขึ้นนะครับ ซึ่งสำหรับรายได้ที่ผมนำมาโพสต์ในเนื้อหาวันนี้มิได้มีเจตนาจะโอ้อวดอะไรนะครับ (เพราะมันน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ของบางท่าน) เพียงแต่ผมนำมาโพสต์เพื่อบอกถึงผลลัพธ์จริงๆ ที่ผมได้ทดลองทำมาด้วยตัวเอง ครับ หากใครมีข้อสงสัยในการทำการตลาดด้วยวิธีนี้ หรือมีข้อแนะนำเพิ่มเติม ก็บอกผมได้เสมอนะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ วันนี้เนื้อหายาวมาก ฮ่าๆๆ
เรื่องที่คล้ายกัน
No related posts.
Facebook comments: